2005/Jun/09

พื้นหลังเรื่องมังกร

จะเห็นได้ว่าในวัฒนธรรมของหลายชนชาติก็มีสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายกับมังกรเกิดขึ้น ทั้งในแง่ของความเชื่อก็ยังมีความคล้าคลึงกัน ตำราหลายเล่มบอกว่ามังกรเหล่านั้นมีพื้นฐานความเกี่ยวข้องกับงูและจระเข้ เช่น ในคัมภีร์ไบเบิลได้มีการกล่าวถึงมังกรลีเวียทัน ซึ่งมังกรตัวนี้นอกจากจะเป็นมังกรแล้ว ยังเป็นทั้งงูและจระเข้อีกด้วย ในคัมภีร์ยังกล่าวด้วยว่าลีเวียทันเป็นต้นเหตุให้เกิดสุริยคราสและจันทรคราส ซึ่งในส่วนนี้ก็ไปตรงกับกับทางอียิปต์ที่เชื่อว่างูอาเปปิกลืนดวงอาทิตย์ อินเดียเรียกราหูว่าหัวมังกร และเรียกพระเกตุว่าหางมังกร ทางตะวันตกก็เรียกว่าDragons head และDragons tail

ความเชื่อเรื่องความเกี่ยวพันกันของมังกร งูและจระเข้นี้ ได้ปรากฏอยู่ในหลายชนชาติในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน เช่น ในจีนมีเจ้ามีเจ้าแม่นึ่งออ หรือหนี่วา มีท่อนบนเป็นคนท่อนล่างเป็นมังกร(หรือในบางตำราบอกว่าเป็นงู) ชาวอินเดียเชื่อว่าราหูมีท่อนบนเป็นคน (หรือรูปอสูร) ท่อนล่างเป็นหางมังกร(หรือหางงู) นอกจากนี้ในอีกหลายประเทศก็มีสัตว์ที่มีลักษณะของท่อนบนเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ส่วนท่อนล่างเป็นหางมังกรหรือหางงูอยู่เช่นกัน

สัตว์ในตำนานของไทยก็มีสัตว์ที่มีความคลัายคลึงกับมังกรของจีนอยู่นั่นคือพญานาค ซึ่งพญานาคเองก็เป็นบรรพบุรุษของพวกงู ในประเทศตะวันตกคำว่าDragon ที่แปลว่ามังกรนั้นก็มีรากศัพท์มาจากภาษาละตินคือDraco ซึ่งหมายถึงงู หรือปลาทะเล จะเห็นได้ว่าพื้นหลังเรื่องมังกรไม่ว่าจะที่ไหนๆก็มีความคล้ายคลึงกันอยู่

มังกรของจีน

ตามความเชื่อของชาวจีนมีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์อยู่ 4 ชนิด คือ กิเลน หงส์ เต่าและมังกร โดยชาวจีนถือว่ามังกรเป็นสัตว์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้ง 4 ชนิดนั้น

มังกร หรือที่ชาวจีนเรียกว่า เล้ง-เล่ง-หลง-หลุง" แตกต่างกันไปตามการออกเสียงของแต่ละท้องถิ่น ชาวจีนถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของพลัง อำนาจ ความยิ่งใหญ่และเพศชาย

เนื่องจากมังกรเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ชาวจีนเชื่อว่าผู้ที่ได้เห็นมังกรถือว่าเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองมาก ผู้ที่มีโอกาสจะได้ขี่หลังมังกรจะต้องเป็นคนมีศีล มีสัตย์ มีจิตใจบริสุทธิ์ดีงามจริงๆ ถึงจะมีมังกรมารับไปเป็นเซียนบนสวรรค์

ในสมัยโบราณนั้นชาวจีนได้มีการจัดทำ ตำรามังกร ซึ่งเป็นการรวบรวมประวัติ เผ่าพันธุ์ และลักษณะของมังกรไว้อย่างละเอียดที่สุด แต่เนื่องมาจากตำราเหล่านั้นได้สูญหายไปแล้ว การศึกษาเรื่องของมังกรจีนในปัจจุบันจึงเป็นการศึกษาจากหลังฐานต่างๆที่ยังหลงเหลืออยู่และก็จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่เท่านั้น

กำเนิดของมังกรจีน

เรื่องราวการกำเนิดมังกรของจีนนั้นมีอย่างมากมายหลากหลาย สามารถแบ่งได้เป็นหลายเรื่องคือ

- ตามตำนานนั้นในสมัยโบราณมีเจ้าแม่นึ่งออหรือหนี่วา มีตัวเป็นคนหัวเป็นงู แต่บางตำราก็บอกว่ามีตัวท่อนบนเป็นคนแต่ท่อนล่างเป็นงู เมื่อเจ้าแม่สิ้นอายุไข นางตายไป 3 ปีแล้วศพก็ไม่เน่าเปื่อย เมื่อมีคนลองเอามีดผ่าท้องของนางดูก็ปรากฏมีมังกรเหลืองตัวหนึ่งพุ่งออกมาแล้วเหาะขึ้นฟ้าไป

- ตามตำราดึกดำบรรพ์ของจีนกล่าวว่า มังกรมีกำเนิดขึ้นครั้งแรกในสมัยของพระเจ้าฟูฮี,ฟูซี หรือฟูยี (ประมาณ 3,935 ปีก่อนพุทธกาล) มีตำนานกล่าวไว้ว่ามีมังกรอยู่ตัวหนึ่งเป็นเจ้าเหนือน่านน้ำทั้งปวงเป็นเวลาพันปี มังกรตัวนั้นก็คือพระเจ้าฟูฮีแปลงร่างนั่นเอง พระเจ้าฟูฮีเป็นผู้ที่มีความสามารถทรงคิดประดิษฐ์ของหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น โป๊ย- ก่วย หรือยันต์แปดทิศ ทั้งยังเป็นผู้กำหนดการที่ให้ชายหญิงมีการมั่นหมายกันเป็นคู่ครองอีกด้วย

- ในหนังสือ ประวัติวัฒนธรรมจีน ได้กล่าวไว้ว่า มังกรได้เกิดขึ้นในสมันพระเจ้าอึ่งตี่ พระ-เจ้าอึ่งตี่, อึ้งตี่ หรือหวงตี้นี้เป็นกษัตริย์ผู้ที่รวบรวมแผ่นดินจีนเป็นผืนเดียวกัน โดยพระ-องค์ได้จินตนาการรูปมังกรขึ้นจากการรวมสัญลักษณ์ของเผ่าต่างๆ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มังกรเป็นสัญลักษณ์ที่ว่าเผ่าต่างๆได้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว ตามตำนานกล่าวไว้ว่าเมื่อพระเจ้าอึ่งตี่สิ้นอายุไขก็มีมังกรลงมารับพระองค์และพระมเหสีขึ้นไปเป็นเซียนบนสวรรค์ โดยบางตำราได้กล่าวว่าพระองค์เป็นหวงตี้องค์เดียวกับที่ได้เป็นเจ้าสวรรค์(เง็กเซียนฮ่องเต้)ในเวลาต่อมา

เพราะเหตุนี้ชาวจีนจึงถือว่ามังกรเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นเจ้าแห่งสัตว์ทั้งปวง

ลักษณะของมังกร

จากที่บอกไว้ว่ามังกรเป็นสัตว์ที่เกิดจากจินตนาการ โดยการรวมเอาลักษณะของสัญลักษณ์เผ่าต่างๆมารวมกันนั้น สามารถแยกได้ดังนี้

1. เขามังกรมาจากเขากวาง มังกรจะมีเขาได้ก็ต่อเมื่อมีอายุ 500 ปี และเมื่ออายุถึง 1,000 ปี ก็จะมีปีกเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง

2. หัวมังกรมาจากหัวอูฐ บางตำราก็บอกว่ามาจากหัวม้าหรือหัววัว

3. ตามังกรมาจากตาของมารหรือปีศาจ บางตำราบอกว่ามาจากตากระต่าย

4. คอมังกรมาจากงู

5. ท้องมังกรมาจากหอยแครงยักษ์ บางตำราบอกว่ามาจากกบ

6. เกล็ดมังกรมาจากปลาจำพวกตะเพียนหรือกระโห้ โดยมังกรจะมีเกล็ดตลอดแนวสัน-หลัง จำนวน 81 เกล็ด มีเกล็ดตามลำคอจนถึงบนหัว บนหัวมังกรมีรูปลักษณะเหมือนสันเขาต่อกันเป็นทอดๆ

7. ขาและเล็บมังกรมาจากนกอินทรีหรือนกเหยี่ยว จำนวนเล็บของมังกรแต่ละตัวจะไม่เท่ากัน มังกรที่ยิ่งใหญ่จึงจะมี 5 เล็บ นอกนั้นก็จะเป็น 4 เล็บหรือ 3 เล็บ

8. ฝ่าเท้ามังกรมาจากเสือ

9. หูมังกรมาจากวัว แต่ไม่สามารถได้ยินเสียง บางตำราก็ว่าไม่มีหู บางตำราบอกว่ามังกรได้ยินเสียงทางเขาที่เหมือนเขากวางนั้น

* มังกรตัวผู้จะมีหนวดเคราอีกอย่างหนึ่งด้วย โดยถือว่าหนวดมังกรมีศักดิ์เท่ากับหนวดของจักรพรรดิ

มังกรนั้นจะคาบมีมุกอยู่ เรียกว่ามุกอัคนี เป็นมุกวิเศษ มีเปลวไฟ ขยายใหญ่หรือหดเล็กได้ ทำให้เกิดความมืดสนิทได้ทำให้เกิดแสงสว่างได้ เรียกลมฝนและปราบภูติผีปีศาจได้

ชาวจีนถือว่ามังกรเป็นเจ้าแห่งสัตว์ทั้งปวง เป็นเจ้าแห่งผืนน้ำ เป็นหัวหน้าของสัตว์เลื้อคลานทั้ง 369 ชนิด เช่น ปลา งู จิ้งจก ฯลฯ สามารถแปลงร่างได้ หายตัวได้ ลมหายใจที่ระบายออกมาทางปากมีลักษณะเหมือนเมฆสามารถเปลี่ยนให้เป็นน้ำหรือไฟก็ได้ มังกรจะขึ้นจากน้ำแล้วเหาะไปสู่สวรรค์ในฤดูใบไม้ผลิแล้วจะกลับลงมาในฤดูใบไม้ร่วง มังกรมีพลังอำนาจในการสร้างความชื้น เพราะฉะนั้นเมื่อมังกรขึ้นจากน้ำก็จะทำให้เกิดฝนตก นี่เองในตำนานของมังกรจึงเป็นเหมือนผู้ดูแลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลด้วย

*ในบางตำราได้อธิบายถึงสิ่งที่มังกรกลัวไว้ด้วย เช่น เหล็ก ขี้ผึ้ง ตะขาบ เสือ ใบต้น wang (ไม่รู้ว่าคือต้นอะไรในปัจจุบัน) ใบต้น lien และผ้าไหมที่ทอด้วยด้าย 5 สี ทำไมมังกรจึงกลัวสิ่งเหล่ายังไม่เป็นที่แน่ชัด

การกำเนิดของมังกรมีน้อยมาก มังกรตัวเมียจะวางไข่ในแม่น้ำ ไข่มังกรจะมีลักษณะคล้ายกับหินหรืออัญมณีขนาดใหญ่สีต่างๆ ซึ่งสีของไข่ก็จะเป็นตัวบอกว่ามังกรที่เกิดมานั้นมีสีอะไรด้วยเช่นกัน สีของมังกรบ่งบอกถึงความหมายพิเศษของมังกรสีนั้นๆซึ่งแตกต่างกันออกไป สีของมังกรสามารถแบ่งได้ดังนี้

มังกรแดง : เกิดจากทองสีแดงอายุพันปี สัญลักษณ์ของทิศตะวันตก เป็นมังกรที่ดุร้าย ชอบสู้รบอยู่กลางอากาศ เป็นสาเหตุของการเกิดพายุฝน

มังกรดำ : เกิดจากทองสีดำอายุพันปี สัญลักษณ์ของทิศเหนือ เป็นมังกรที่ดุร้ายชอบการสู้รบ เป็นหนึ่งในเหตุให้เกิดพายุฝน

มังกรขาว : เกิดจากทองสีขาวอายุพันปี สัญลักษณ์ของทิศใต้ เป็นตัวแทนของความตาย ชาวจีนสมมุติให้เป็นรูปร่างหนึ่งของพลังธรรมชาติ

มังกรน้ำเงิน : เกิดจากทองสีน้ำเงินอายุ 8 ร้อยปี เป็นสัญลักษณ์ของทิศตะวันออก เป็นลางที่บอกถึงการมาของฤดูใบไม้ผลิ สีของมังกรจะเหมือนสีของท้องฟ้ายามฟ้าโปร่ง ถ้าเห็นมังกรตัวนี้แปลว่าถึงฤดูใบไม้ผลิแล้ว

มังกรทอง : เกิดจากทองคำอายุพันปี เป็นมังกรสันโดด เป็นมังกรที่ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไป แต่ก็เป็นมังกรที่คนให้ความเคารพมากที่สุด มีอิทธิฤิทธิ์มาก เป็นเจ้าแห่งมังกรทั้งปวง

ตามตำราได้กล่าวไว้ว่า มังกรใช่เวลานับร้อยๆปีกว่าจะฟักออกจากไข่ บางชนิดใช้เวลานับพันปี เมื่อถึงเวลาที่ไข่จะฟักจะมีน้ำไหลออกมาจากไข่ พ่อและแม่มังกรจะหลั่งน้ำตาออกมา น้ำตาหยดแรกจะทำให้เกิดลมพัดแรงและน้ำตาหยดที่สองจะทำให้มันสงบลง หลังจากนั้นก็จะเกิดเป็นพายุใหญ่ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า พายุจะดำเนินไปจนกว่าไข่นั้นจะฟักออกมาเป็นตัว ว่ากันว่ามังกรเมื่อฟักออกจากไข่จะมีตัวไม่ใหญ่ไปกว่างูตัวเล็กๆ แต่หลังจากนั้นมันก็จะเติบโตอย่างรวดเร็ว บางตำราได้แบ่งพัฒนาการของมังกรไว้อย่างชัดเจนดังนี้

แรกเกิด - 500 ปี : ตัวเล็กเหมือนงูทั่วไป

500 1,000 ปี : มีเกล็ดขึ้น

1,000 1,500 ปี : เติบโตอย่างรวดเร็วจนมีขนาดโตที่สุด หลังจากนั้นขนาดจะคงที่

1,500 2,000 ปี : เขาเริ่มงอก

2,000 3,000 ปี : มีปีกงอกออกมา

การจำแนกระหว่างมังกรตัวผู้กับมังกรตัวเมียให้สังเกตที่เขา มังกรตัวผู้จะมีเขาที่งอกขึ้นมาสูงจากหัว มีลักษณะเป็นเหมือนทิวเขาหรือเป็นคลื่นที่มีความสูงต่ำ ที่โคนเขาจะค่อนข้างบอบบางแต่จะค่อยๆแข็งและใหญ่ขึ้นไปจนถึงปลายเขาที่จะมีความแข็งที่สุด ส่วนมังกรตัวเมียจะมีแผงคอ จมูกเป็นสันตรง เกล็ดจะบางกว่าตัวผู้ และมีหางที่แข็งกว่า

ชนิดของมังกร

มังกรมีมากมายหลายชนิดแล้ว การแบ่งชนิดของมังกรในแต่ละตำราก็มีการแบ่งที่แตกต่างกันออกไป บางตำราบอกว่าแบ่งได้เป็น 3 ชนิด คือ

1. มังกรแท้ ชิวเล้ง เป็นมังกรมีเขา มีปีก เป็นพวกที่มีอำนาจมากที่สุด เป็นใหญ่เหนือมังกรทั้งปวง อาศัยอยู่บนฟ้าหรือบนสวรรค์

2. หลี่ หรือลี่เป็นมังกรไม่มีเขา อาศัยอยู่ในมหาสมุทร

3. เจี่ยว หรือเฉียวเป็นพวกมังกรมีเกล็ด อาศัยตามลุ่มหนองหรือถ้ำตามภูเขา มีขนาดตัวเล็กกว่ามังกรที่อยู่บนท้องฟ้า มีหัวและลำคอเล็ก ไม่มีเขา หน้าอกเป็นสีเลือดหมูหรือสีน้ำตาลเข้ม ด้านข้างลำตัวและสันหลังมีลายแถบเป็นสีเขียวและสีเหลือง มี 4 ขา ลักษณะโดยทั่วไปคล้ายกับงู มีลำตัวยาวประมาณ 13 ฟุต

บางตำราบ่งบอกไว้ชัดเจนว่า หลง เป็นมังกรแห่งสวรรค์ หลี่ เป็นมังกรแห่งทะเล และเจี่ยว เป็นมังกรแห่งภูเขาและที่ลุ่ม

*บางตำราได้เพิ่ม มังกรพื้นถิ่นเดิม ก่วย เป็นมังกรที่มีลักษณะทั่วไปคล้ายมังกรแท้ บุคลิกดูใจดี กล่าวกันว่ามันมีอำนาจที่เข้มแข็งในการต่อต้านกับความโลภและกิเลสทั้งปวง ชาวจีนนิยมนำมาเขียนเป็นลวดลายบนภาชนะสำริดยุคโบราณต่างๆ

เมื่อได้กล่าวถึง ก่วย ที่ชาวจีนนำมาเขียนเป็นลวดลายแล้วก็สามารถจำแนกชนิดของก่วย ออกได้เป็น 8 ชนิดตามลักษณะลวดลาย คือ